เล่าประวัติของ “เกาะฮาชิมะ” ยุคฟื้นฟูช่วงหลังสงครามจนถึงยุคท่องเที่ยว

เกาะฮาชิมะยุคฟื้นฟูช่วงหลังสงคราม

เกาะฮาชิมะยุคฟื้นฟูช่วงหลังสงคราม

เกาะฮาชิมะยุคฟื้นฟูช่วงหลังสงคราม

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่คราวที่แล้วได้พูดถึงประวัติของเกาะฮาชิมะไปแล้วสามยุคตั้งแต่ยุคเอโดะจนถึงต้นยุคโชวะแล้ว ในตอนนี้เราจะมาว่ากันต่อในเรื่องราวยุคหลังสงครามจนถึงปัจจุบันนะครับ

อ่านตอนแรก: เล่าประวัติของ “เกาะฮาชิมะ” ยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรมหนักของญี่ปุ่นก่อนสงคราม

ยุคที่สี่ ยุคฟื้นฟูช่วงหลังสงคราม (พ.ศ. 2488-2507)

เมื่อสิ้นสุดสงคราม แรงงานเกาหลีและจีนก็ไม่ต้องอยู่ที่เกาะฮาชิมะอีกต่อไป และแรงงานญี่ปุ่นที่ไม่อาจทนชีวิตลำเค็ญบนเกาะได้ก็พากันออกจากเกาะไป จนผลการสำรวจสำมะโนแห่งชาติชี้ว่ามีประชากรบนเกาะเหลือเพียง 1,656 คน อย่างไรก็ดี ด้วยการส่งเสริมการผลิตถ่านหินโดยกองบัญชาการใหญ่กองกำลังสัมพันธมิตร (GHQ) หลังปี พ.ศ. 2491 ประชากรบนเกาะก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เลวลงเช่นกัน มาถึงตอนนี้ แนวคิดและหลักปฏิบัติเรื่องการบริหารจัดการแรงงานเริ่มมีความทันสมัยมากขึ้น มีการก่อตั้งสหภาพแรงงานเหมืองถ่านหินฮาชิมะ ซึ่งทำให้แรงงานได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น เริ่มมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมไปอีก เช่น แหล่งน้ำบาดาลซึ่งทำให้สามารถมีโรงอาบน้ำได้ถึง 3 แห่งบนเกาะ

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่อยู่อาศัยก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ พนักงานของบริษัทได้ห้องชั้นบนขนาดใหญ่ คนงานเหมืองได้ห้องขนาดเล็กกว่าชั้นกลางๆ ส่วนคนงานจ้างเหมาได้ห้องแคบๆ ที่ชั้นล่าง (คนญี่ปุ่นถือสาไม่ชอบห้องชั้นล่างๆ ครับ ไม่ทราบว่าถือเรื่องมีคนเหยียบหัวอยู่เหนือหัวอย่างคนไทยหรือเปล่า—ผู้เขียน) โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิกในครอบครัวของผู้พักอาศัย

การที่มีคนมาอยู่มากขึ้นในคราวนี้ไม่ได้ช่วยให้ผลผลิตมากขึ้น จากการที่กฎหมายแรงงานได้จำกัดชั่วโมงการทำงานของคนงาน และแรงงานมีการไหลเข้าไหลออกมาก บริษัทฯ พยายามจะใช้กลวิธีต่างๆ เช่นเน้นจ้างคนมีครอบครัวแล้ว (จะได้ยอมทำงานหนักๆ เพราะคนโสดจะสนใจทำงานแค่พอมีกินมีเที่ยว) การเอาระบบขายของเงินเชื่อมาใช้ (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง แต่ถ้ายังไม่ได้จ่างสตางค์ ห้ามออกจากเกาะ) หรือการเอาเครื่องจักรมาใช้แทนคน แต่ก็ไม่ได้ผลนัก

พอมาถึงปี พ.ศ. 2503 (ปีโชวะที่ 35) จำนวนประชากรบนเกาะมาถึงจุดสูงสุดที่ 5,267 คน มีความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 83,600 คนต่อตารางกิโลเมตร สิ่งอำนวยความสะดวกก็มาถึงจุดสูงสุดเช่นกัน มีที่ว่าการตำบลทาคาชิมะ (สาขาเกาะฮาชิมะ) โรงเรียนประถมและมัธยมต้น ร้านค้า โรงพยาบาล วัด โรงภาพยนตร์ ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ร้านปาจิงโกะ ร้านสแน็ก (แต่ไม่มีเมรุเผาศพ สุสาน หรือสวนสาธารณะ)

ยุคที่ห้า ยุคเสื่อมของถ่านหิน และการปิดเหมือง (พ.ศ. 2507-2517)

เมื่อโลกหันมาใช้น้ำมันแทนถ่านหิน กิจการเหมืองถ่านหินก็มาถึงจุดเสื่อม ปี พ.ศ. 2513 บริษัทฯ ได้ประกาศยุติการทำเหมืองและพัฒนาเกาะ หลังจากนั้นเหมืองก็ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2517 (ปีโชวะที่ 49) ทิ้งถ่านหินไว้หลายล้านตัน ผู้อยู่อาศัยเหลืออยู่ประมาณ 2,000 คน ได้ถูกสั่งให้ออกจากเกาะให้หมดภายในวันที่ 20 เมษายนปีเดียวกัน เป็นอันปิดตำนานเกาะเหมืองถ่านหินที่ขุดกันมาเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่ยุคเมจิแต่เพียงเท่านี้

ยุคที่หก ยุคการท่องเที่ยวบูม และ “มรดกโลก” (พ.ศ. 2517 ถึงปัจจุบัน)

หลังจากการปิดเกาะ นักค้นคว้าในยุคหลังๆ ก็เริ่มขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ “ด้านมืด” ของเกาะนี้ เป็นต้นว่าสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ของแรงงานเกาหลียุคก่อนสงคราม แต่ในอีกด้านหนึ่ง พอเข้ายุคสหัสวรรษใหม่หลังปี 2000 ผู้คนกลับให้ความสนใจ “ซากอาคาร” ต่างๆ ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคไทโชจนถึงยุคโชวะ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องของ “กรรมสิทธิ์” แล้ว มันเคยเป็นทรัพย์สินของบริษัท Mitsubishi Materials ก็จริง แต่ก็ได้ถูกโอนให้แก่ทางตำบลทากาชิมะแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2544 เมื่อตำบลทากาชิมะถูกรวมเข้ามาอยู่ในเขตจังหวัดนางาซากิเมื่อปี พ.ศ. 2548 เกาะนี้ก็เลยกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของจังหวัดนางาซากิไปโดยปริยาย ซึ่งในตอนแรกก็ยังเป็นพื้นที่ปิดไม่ให้คนเข้า (อาคารมันเก่ากลัวอันตรายตึกถล่ม) พอมาปี พ.ศ. 2551 ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยการท่องเที่ยวที่เกาะ ปีต่อมาเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะเข้าไปเที่ยวได้เฉพาะจุดที่กันไว้เพื่อการท่องเที่ยว กระแสการท่องเที่ยวเกาะฮาชิมะก็เริ่มบูมขึ้นมาจนถึงขนาดที่ว่าภายในช่วงสามปีมีคนมาเที่ยวถึง 275,000 คน สร้างมูลค่าเงินหมุนเวียนจากการท่องเที่ยวได้ถึง 6.5 พันล้านเยน!

Hashima Nagasaki Japan
ภาพเกาะฮาชิมะจากมุมสูง เห็นหมู่ตึกและกำแพงล้อมรอบ

นอกจากนี้ยังมีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อจะผลักดันให้ “เกาะฮาชิมะ” ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นได้จริง จะเพิ่มมูลค่าในเชิงการท่องเที่ยวอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว (ญี่ปุ่นนี่รวย “มรดกโลก” นะครับขอบอก—ผู้เขียน) แต่แน่นอน รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ถูกใจสิ่งนี้ โดยโดยนางพัค กึนฮเย ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ในตอนนั้นได้คัดค้านการที่จะขึ้นทะเบียนเกาะฮาชิมะเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งก็ได้เป็นประเด็นกินแหนงกันอีกแล้วเกาหลี-ญี่ปุ่น  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

เป็นยังไงกันบ้างครับ? กับความเป็นมาตรงนี้ ใครสนใจอยากจะเที่ยวเกาะนี้ แบบอยากดูวิวตึกร้างยุคโชวะละก็ สามารถเข้าไปเที่ยวทิพย์ Google Street View กันได้นะครับ กลางวันแสกๆ ไม่น่ากลัวหรอก (หึ) พบกันใหม่คราวหน้าสวัสดีครับ

You may also like...